Number 10
Life is sexually transmitted.

Number 9
Good health is merely the slowest possible rate at which one can die.

Number 8
Men have two emotions: Hungry and Horny. If you see him without an erection, make him a sandwich.

Number 7
Give a person a fish and you feed them for a day; teach a person to use the Internet and they won't bother you for weeks.

Number 6
Some people are like a Slinky ... not really good for anything, but you still can't help but smile when you shove them down the stairs.

Number 5
Health nuts are going to feel stupid someday, lying in hospitals dying of nothing.

Number 4
All of us could take a lesson from the weather. It pays no attention to criticism.

Number 3
Why does a slight tax increase cost you $200.00 and a substantial tax cut saves you $0.30?

Number 2
In the '60's, people took acid to make the world weird. Now the world is weird and people take Prozac to make it normal.

AND THE NUMBER 1 THOUGHT FOR 2008:
We know exactly where one cow with Mad-cow-disease is located among the millions and millions of cows in America , but we haven't got a clue as to where thousands of illegal immigrants and terrorists are located. Maybe we should put the Department of Agriculture in charge of immigration.


เมื่อฉันแก่ตัวลง
”อยากจะมอบเรื่องนี้ให้กับผู้ที่ไม่ค่อยได้อยู่ใกล้ชิดผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้าน....

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลุกผู้ชายคนหนึ่ง ที่ตระเวนทั้งเรียนทั้งทำงานไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลง แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ดเลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง  ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง... ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามาก จนกระทั่งปีนี้แม่อายุ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขอเป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่... สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย

พอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย... แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบโดยที่หาทราบไม่ว่า เดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆบางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ

สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่น สอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม “เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้านแม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคนแม่ก็โวยวายว่า แม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย ผมเลยพูดไม่ออก พอผมจะออกไปช้อปปิ้งแม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย...” “พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง... ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลงไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย – โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ” “ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัด เก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่องคนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย แม่เป็นห่วงมาก ถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร ตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น” แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก วางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจ เพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบากแม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบ แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ผมรู้สึกเอะใจ เลยถามว่า “แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ ” แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้น แล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันทีผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่ง ชื่อว่า “เมื่อฉันแก่ตัวลง” ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที บทคว ามนั้นคัดมาจากนิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโกฉบับเดือนพฤศจิกายน ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที ....เมื่อฉันแก่ตัวลง ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน >มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ตอนฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง ตอนฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนแรกๆที่ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่างตอนฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ จนเธอหลับเลยตอนฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ ฉันต้องทั้งออดทั้งปลอบเพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม ตอนฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ อย่าหัวเราะเยาะฉัน จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม “ทำไม ทำไม”ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหมตอนฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุง เธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่ ให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉันแล้ว กำลังพูดเรื่องอะไร ไม่สำคัญหรอก ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน ฉันก็พอใจแล้ว ตอนเธอเห็นฉันแก่ตัวลง ไม่ต้องเสียใจ ขอให้เข้าใจฉัน สนับสนุนฉัน ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอน เธอเพิ่งเรียนรู้ใหม่ๆตอนนั้นฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต ตอนนี้ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทาง ให้ความรักและอดทนต่อฉัน ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ ในรอยยิ้มของฉันมีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉันที่มีให้กับเธอผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบ เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ (ใจแข็งจริง ***หมอนี่) ตอนนั้น แม่เดินออกมา ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนแรกแม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไปแล้ว จึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้ รู้สึกแม่จะดีใจมาก เหมือนกับว่าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภสำหรับผม และเหมือนกับว่าการที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้น ผมได้กลับมาเป็นเด็กดีของแม่อีกครั้งหนึ่ง แม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว

หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ “เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบ เอาไว้ข้างตัวผมตลอดไปตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกพเนจรทั้งหลาย ตอนปีใหม่ โทรไปหาท่านบ้าง บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ...

 

หวังว่าจะได้อะไรไปบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ตัวผมเองอ่านสามรอบร้องไห้ไปสองแล้ว


ตังก็ไม่เคยได้ มีแต่ถูกเรียกไปใช้งานที่ต่างๆ ตามใจผู้ใช้

ถ่ายรูปเสร็จก็ต้องเอารูปมาส่ง (ก็ตามใจผู้สั่งอีก)

การเอารูปไปให้ถ้าไม่ใส่ให้ซีดีหรือดีวีดี(ของตัวเอง) ก็เป็น usb (ของตัวเองอีกเช่นเคย)

ให้ไปแล้วกว่าจะทวงคืนได้ก็แสนจะลำบาก ตอนนัดให้มาเอานี่ยากนะ แต่ถ้าเทียบกับตอนขอคืน...

 

ไปทริปกับเพื่อนที พอโผล่ไปให้เค้าเจอ คำทักทายแรก "ขนเี้ยอะไรมาเยอะแยะวะ" "ขาตั้งหนักหวะแบกมาทำไม"

ถึงเวลาถ่ายรูป "เร็วๆหน่อยดิวะ รอนานแล้วนะ" "เฮ้ยๆๆ รอกูด้วยดิ อย่าเพิ่งถ่าย" ตกลงมึงจาถ่ายเองมั้ย?

 

ถ่ายเสร็จทุกคนจามารุมขอดูรูปเสร็จแล้วก็ "ถ่ายไงเนี่ยอ้วนหวะ" "ดำจัง" "ไม่สวย" "ถ่ายใหม่ๆ"

 

กลับมาถึงบ้านไม่ได้พักนะ ต้องเอารูปลงเพราะถูกเร่งตั้งแต่ก่อนถึงบ้านแล้ว หลังจากที่ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จะเริ่มมาเร่งไม่ใน msn ก็ hi5 "เฮ้ยรูปอะเมื่อไหร่จะได้วะ" "อยากได้รูป" "เอารูปลงซะทีดิ" หลังจากเอารูปลง multiply แล้วทุกคนก็จะมีความสุขกับการมาสูบรูปออกไปใช้งาน หลังจากนั้นสักพักจะมีคนเดือดร้อนอยากได้รูปใหญ่ ก็จะมาเร่งอีกรอบให้ write ลงแผ่นมาให้

 

สรุปว่าจะถ่ายรูปไปทำไมเนี่ย? จะเริ่มคิดตังตอนนี้มีใครจะจ่าย... ขายกล้องแล้วกลับไปเล่นจักรยานดีมั้ยเนี่ย เฮ้ออออ


อาทิตย์ที่แล้วข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเที่ยวลำปางและเชียงใหม่ เนื่องจากคุณแม่ของข้าพเจ้าจะไปทำงานที่ลำปาง และเครื่องบินมันไปลงที่เชียงใหม่

 

เริ่มและจบการเดินทางคล้ายๆกันคือ นอนหลังตีหนึ่ง และแหกขี้ตาตื่นก่อนหกโมงเช้า... ที่แตกต่างกันคือขาไปนั่งทำงานอยู่ ไม่ใช่งานตัวเองด้วยย (อะแฮ่มๆ ไม่รู้จาเข้ามาอ่านป่าวนะ) แต่ขากลับนี่ไปเที่ยวงาน FAT Fest. โชว์เหนือ!!! ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลัง

 

หลังจากนั่งไปในแทกซี่แบบครึ่งหลับครึ่งตื่นไม่นานนักก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เดินลงจากแทกซี่ก็ตาสว่างเลยเพราะว่าพระอาทิตย์สวยมากกก เลยคว้ากล้องออกมาจาก FastPack 350 (ขอเห่อหน่อย) ถ่ายสองรูปแล้วก็จับมันห้อยคอต่อ มองโลกในแง่ดีว่าเดี๋ยวคงได้ถ่ายอีก พอเดินเข้าไปในอาคารก็ได้ถ่ายจริงๆ คราวนี้มีเงาพระอาทิตย์สะท้อนที่พื้นด้วย แต่ถ่ายหลายรูปเลยกว่าจะไม่มีคนมาบัง หลังจากเอากระเป๋าไปวางเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปในตัว terminal เดินได้หน่อยท้องร้องสิครับ ก็ไม่ได้กินอะไรมันตั้งแต่หัวค่ำวันก่อนแล้วยังอยู่ดึกอีก ก็เลยเดินเข้าไปดูตรงโซนร้านอาหาร พอเห็นราคาของนี่หายหิวเลย เบคอนสี่หรือห้าชิ้นราคาหกสิบบาท .... คิดขายเพื่อนก็งานนี้แหละ ถ้าจับบางคนไปแล่ขาย(ไม่ขอเอ่ยนาม) คงมีตังพอซื้อ D3 ก่าเลนส์ได้อีกเป็นลังเล้ยยย รอไม่นานก็ได้เวลา board หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย ความง่วงก็กลับคืนมา รู้ตัวอีกทีแม่ก็บอกว่าถึงเชียงใหม่แล้ว...

 

ถึงเชียงใหม่ก็ลงไปรอกระเป๋าคุณแม่ก็เริ่มใช้ลูกให้เป็นประโยชน์เลยบอกจะไปเข้าห้องน้ำให้จัดการกระเป๋าให้เรียบร้อย หลังจากจัดกระเป๋าทั้งหมดให้อยู่บนรถเข็นแล้ว ไอ้เราก็เริ่มอยากเข้าห้องน้ำมั่ง ก็เลยเข็นรถเข็นไปรอหน้าห้องน้ำ ห้านาทีก็แล้วสิบนาทีก็แล้ว แม่ตูหายไปไหนเนี่ย?? คนจากที่มีเยอะๆตอนนี้หายหมด กระเป๋าก็หมดแล้ว ก็เลยขยับไปขยับมา เสร็จแล้วคุณแม่ของผมก็เดินมาบอกว่าเค้าไปเข้าห้องน้ำอีกอัน ซึ่งมีสองห้องเอง ไม่รู้หรอกว่าตรงนี้มี แล้วตรงนี้ก็มีเยอะกว่าด้วย ให้รอตั้งนาน...

 

หลังจากที่ถึงโรงแรม ผมก็ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็น!!! เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ปิดม่านให้หมด แล้วก็ หลับ ขณะกำลังฝันหวานก็ได้ยินเสียงเพลง ใส่ใจรายละเอียด ดังขึ้น ก็ยังงงๆเพราะว่าเตะบอลอยู่เพลงมันจามาจากไหน ถึงนึกขึ้นได้ว่าโทรศัพท์ตูดัง แล้วก็ตกใจตื่น วัยรุ่นเซ็ง แม่โทรมาบอกว่าเสร็จงานแล้วอีกพักนึงจะกลับมา อยากไปเที่ยวไหน เหอะๆถามมาได้อยากไปเที่ยวไหน รู้แค่ว่าลำปางอยู่ภาคเหนือ มีญาติอยู่ แล้วก็เคยมาตอนเด็กมากกกก ไม่เป็นไรไหนๆตื่นแล้ว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นนิสส แล้วก็คว้ากล้องกับขาต้ังออกมาเล่น ผลที่ได้ก็คือ

 

หลังจากนั้นก็ขึ้นสี่ล้อ(หรือสองแถวบ้านเรา)ไปดูวัด หลังจากนั้นก็ได้เดินต่อไปยังกลางเมือง ที่ถามทางใครเค้าก็บอกว่าไกล ไม่กี่โลเองไกลตรงไหนเนี่ย? เดินๆๆ จนดูได้ครึ่งเมืองแล้วก็ตัดสินใจเดินกลับแล้วก็กินมื้อเย็นที่โรงแรม (เพราะลูกค้าเป็นคนจ่าย 555)


 ถ้าเป็นคนไทย....ต้องอ่าน ว่าเราทำอะไรให้ในหลวงของเราทรงร้องไห้บ้างสมควรแล้วหรือ?


ในหลวงทรง ร้องไห้

เมื่อวันที่ 8 มีนา ที่ผ่านมาผม
ได้ไปงานที่ โรงเรียนเหมือนเช่นทุกปีตอนกลับ เดินมาตามตึกยาว เพื่อจะกลับมา
ทางประตูด้าน เพาะช่างยังไม่ถึง บริเวณเศาลหลวงพ่อปู่ พบอาจาร์ยท่านหนึ่งนั่ง อยู่จำได้ว่าเป็นอาจารย์สุธี ท่านเกษียณไปแล้ว ไม่รู้คุณรู้จักรึปล่า กราบอาจารย์ ท่านแล้ว สังเกตุเห็นว่า อาจารย์ร้องไห้อยู่ ท่านบอก 
เพิ่ง ได้พบกับรุ่นพี่ที่มา ในงาน รุ่นที่เท่าไหรก้อไม่ได้ถาม 
เป็นนายทหารราชองครักษ์ชั้นผู้ใหญ่ เค้าเล่า ให้อาจารย์ฟังว่า...ในหลวงทรงร้องให้..
เห็นบ่อย ทรงเสียใจที่เมืองไทยจะสิ้นในรัชกาลของท่าน แล้วกระนั้นหรือ 
ผมอยากจะตอบอาจารย์ ไปว่าคงไม่หรอก ถ้าคนไทย รู้จำคำว่า'หน้าที่' มากกว่า' สิทธิ'
เราเคยชินกับการ เป็น..ผู้รับ...จากคนคนหนึ่งที่เกิดมาเป็น..ผู้
ให้...ให้มาตลอด เคยชินจนลืมไปว่าวันนี้ถึงเวลาแล้วรึยังที่เราควรจะเป็นผู้ให้แก่พระองค์ ท่านบ้าง... ผมลา อาจารย์เรียบร้อยร้อย กลับไปตามตึกยาว ไปไหว้ พระผู้ให้กำเนิด โรงเรียนอธิฐาษขอให้ พระองค์ท่านช่วยคุ้มครองให้หลานท่านทรงมีแต่ความสุข..ทรง มีพระพลานามัยที่แข็งแรง...เพียงแค่ไม่อยากได้ ยินว่า ..ในหลวงทรงร้องไห้ความสุขของพระ มหากษัตริย์ หนึ่งปีที่ผ่านมา  เราใส่เสื้อเหลืองเราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอ เป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้ เห็นพระพักตร์ของพระบาทพระเจ้า อยู่หัวเพียงไม่กี่นาทีวันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาใน ระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขเราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อ ราชวงศ์จักรี และ พระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย

...... สิบสองปี ที่ผ่านมา
พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะ
ทรง งานหนักเกินไปในขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวร หนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่oกัน เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนี ไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ ถวายพระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระ และในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือ ม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่
ยังจำกันได้ไหม? 

 ...... 34 ปีที่ผ่านมา วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

เป็นครั้งแรก ในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้นนิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้นตำรวจ ทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า ' คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกัน เอง ' คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสด จากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า “คนไทยจะฆ่าคน ไทย ด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน” และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลัง
จากนั้น ไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า “เป็นไปได้อย่างไร ที่ คนๆเดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่าง นั้น?” ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมชฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์BBC ว่าพระองค์ทรงเป็น 'SOUL OF THE NATION' หรือ“จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ”

ยังจำกันได้ไหม?แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกัน อยู่ เราสร้างค่านิยมผิดๆ  ว่าคน ที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึง แต่ “สิทธิ” แต่ลืมคำว่า “หน้าที่”เรา กำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ เราสร้าง “กฎหมู่” ให้เหนือ “ กฎหมาย”เรา เดินขบวนประท้วงใน ทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก้าวร้าวต่อกัน เราแตกแยกกัน และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคย หยุดคิดกันบ้างไหมว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา จะทรงเสียพระทัยเพียงใด? แล้วสิ่งที่เราทำไปใน
วันเฉลิมพระชนมพรรษาคืออะไร การที่เราใส่เสื้อเหลือง สายรัดข้อมือ ที่ว่า Long life The King
เราทำเพื่ออะไรมันเป็นแค่ ผักชีโรยหน้าที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าคุณรักพระมหากษัตริย์ เพียงใดเท่านั้นนะเหรอ  80 ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ได้ รับการดูแลและระมัดระวังเป็น พิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก แต่กลับเป็นว่า  ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรง งานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ
ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ> ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม ด้วยข้าราชบริพาร
หากแต่ความสุขของพระมหา
 กษัตริย์พระองค์นี้ คือเมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความพอเพียงและมีสติ-เพียงเท่านี้ เองแล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่?
หรือนี่คือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา?สำนึกกันบ้างรึ ยัง

ได้มาในเมลครับ เชื่อว่าหลายๆคนก็เคยจะเคยอ่านแล้ว มาเริ่มทำตัวเป็นผู้ให้กันเถอะนะครับ ช่วยอะไรใครได้ก็ช่วย อย่าเพิ่งมาคิดว่าจะได้อะไรตอบแทน ไม่ใช่แค่คนไทยด้วยกันนะครับ เห็นฝรั่งมีปัญหาก็ช่วยเขาเถอะ โลกของเรามันจะได้น่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน


Blog EntryDefining Football!!Sep 26, '07 1:11 PM
for everyone


            "Football is global,modern, youth and family-oriented,unifying, exhilarating and challenging. Its earthbound and its airborne. Its graceful and its brutal. It inspires and it infuriates. Its fast, powerful, inspriring, electrifying. Its driving force is passion."

            ฟุตบอลเป็นสากล ทันสมัย เป็นของเยาวชนและเป็นของครอบครัว มันรวบรวมผู้คน สนุกสนาน และท้าทาย มันเล่นอยู่ทั้งบนพื้นและในอากาศ มันสง่างามและรุนแรง มันให้แรงบันดาลแต่ก็ทำให้หงุดหงิด ฟุตบอลรวดเร็ว แฝงไปด้วยพลัง เป็นแรงบันดาลใจ มีความปรารถนาเป็นแรงขับเคลื่อน

สรุปง่ายๆ ฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา ทุกสี่ปีมันทำให้สายตากว่า 1400 ล้านคู่จ้องมาที่จุดกลมๆจุดนึง และนักกีฬาอีก 22 คนในสนาม จะว่าไปมันก็คล้ายๆกับดวงอาทิตย์ ชีวิตหลายล้านชีวิตทั่วโลกวนเวียนอยู่กับลูกกลมๆ

           เฮ้ออ เริ่มเพ้อไปไกลแล้ว ไปนอนดีกว่า ว่าแต่ว่า เมื่อไหร่ทีมชาติไทยจาได้ไปบอลโลกครับพี่น้องคร้าบบบ


Blog EntryIrish ToastSep 26, '07 12:52 PM
for everyone

May the best you've ever seen, be the worst you'll ever see.

May the mouse ne'er leave yer pantry with a teardrop in his e'e.

May your breath be blithely reackoned 'til
yer old enough to dee.

May you always be as happy as I wish you now to be.

Irish Toast หรือคำพูดก่อนชนแก้วของพวกไอริช ได้มาจาก NCIS  ฟังแล้วทั้งตลกทั้งความหมายดี และที่เหลือได้มาจากการ search หาอันแรก

May your pockets be heavy and your heart be light, may good luck pursue you each morning and night.

May the roof above us never fall in, and may we friends gathered below never fall out.

A trout in the pot is better than a salmon in the sea.

As you slide down the banister of life, may the splinters never point in the wrong direction.

A friend's eye is a good mirror.

May you live as long as you want, and never want as long as you live.

He who loses money, loses much; He who loses a friend, loses more; He who loses faith, loses all.

May the Lord keep you in His hand and never close His fist too tight.

May your neighbors respect you, trouble neglect you, the angels protect you, and heaven accept you.

May the sound of happy music, and the lilt of Irish laughter, fill your heart with gladness, that stays forever after.

    May the frost never afflict your spuds.
    May the outside leaves of your cabbage always be free from worms.
    May the crow never pick your haystack,
    and may your donkey always be in foal.

May the hinges of our friendship never grow rusty. And our ale never turn musty.


คิดว่าหลายๆคนก็คงจะเคยเกิดอาการหิวขึ้นมากลางดึก(หรือเช้าๆ) ส่วนมากเนี่ยก็คงจะมีขนมหรือมาม่าติดบ้าน และก็กินพวกนี้ไปก่อน ก็เวลาหิวมันกินได้ทุกอย่างอยู่แล้วนี่นา แต่ถ้าเกิดไม่มีขนม หรือว่าสามสี่ปีที่ผ่านมายังชีพด้วยมาม่ามาแล้วหละ??? จะให้ลุกขึ้นมาทำอาหารเลยมันก็คงจะเลอะเทอะ และก็อาจจะต้องอาบน้ำใหม่

วันนี้หิวจริงเลยหันไปหาอินเตอร์เน็ตเพื่อนยากแล้วถามมันว่าจะมีอะไรที่เค้าส่งตลอด 24 ชั่วโมงมั่ง คำตอบที่โผล่มาบนหน้าจนนี่ทำให้หัวเราะจนหายหิวเลย มีทั้งกรงหมา วีซีดีดีวีดี ส่งดอกไม้ก็มี แต่เฉพาะในพัทยาและภาคตะวันออก ไม่ทราบว่าจะง้ออะไรกันตอนตีสามตีสี่เหรอ แต่ไม่เห็นมีอะไรที่เป็นอาหารเลย

ไม่เป็นไร เปลี่ยน key word ก็ได้ จากเดิมที่เป็น บริการส่งถึงบ้าน 24ชั่วโมง เป็น บริการส่งถึงบ้าน อาหาร อย่างแรกบนลิสครับ ตรงตามที่อยากได้เลย มีทั้งบริการส่งถึงบ้าน 24ชั่วโมง(ซึ่งไม่ได้ใส่) และก็อาหารด้วย แต่ขอโทษครับพี่น้องครับ นี่คือสิ่งที่ได้

 

"มีบริการส่งถึงบ้าน!!! โทรได้ และ ส่งได้ ตลอด 24 ชม .... ชุดให้อาหาร แขวนในกรง ชุดละ 150 บาท ชามพร้อมขาแขวน ********* ..."

เฮ้ออออ มีคำว่าอาหารแต่ดันกลายเป็นชุดให้อาหารไปซะงั้น เซ็งจริงเลย สรุปว่าก็ต้องนอนหิวไปอีกหลายชั่วโมง แต่ทำให้คิดได้ว่าน่าจะมีใครสักคนทำร้าน fastfood ที่เปิดบริการและส่งตลอด 24 ชั่วโมงดูนะ อาจจะเป็นร้านข้าวแกงธรรมดาที่เปิดขายตอนกลางวันแล้วเจ้าของหาคนมาทำอาหารส่งตอนกลางคืนด้วย น่าจะเพิ่มรายได้ ได้ แถมยังไม่เปลืองน้ำมันอีกเพราะส่งกลางคืนรถไม่ติด แถม market share ก็จะได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์จนกว่าจะมีเจ้าอื่นทำตามอีก ถ้าบ้านใครคิดจาทำเนี่ย ค่าลิขสิทธิเนี่ยไม่เอาหรอกนะ ขอแค่กินฟรีก็พอ(ไม่นานก็คงจาคุ้ม 555)

ฝันเฟื่องต่อไปก่อนแล้วกันนะเรา


ขอย้อนกลับไปที่บล็อกที่แล้วเรื่องส่งใบสมัครที่ส่งไปในวันที่ 12 มิถุนายน ซึ่งเดิมคิดว่าวันปิดคือ 1สิงหาคม เมื่อต้นเดือนนี้ ประมาณวันที่สองก็มีเมลส่งมาจากมหาลัย บอกว่าใบสมัครที่ส่งไปเนี่ยช้ากว่ากำหนดของเค้าคือวันที่ 1 มิถุนายน $@!%!$ แล้วดิทำไงหละ ก็ส่งเมลคุยกับเค้าโทรไปที่มหาลัย ติดต่อขอร้องเค้าทุกทาง แต่ก็ไม่ได้ สรุปว่าต้องรอไปอีกปี จะตอบว่ารับสำหรับปีหน้าเลยก็ไม่บอก เค้าบอกว่ายังไม่ได้ส่งไปที่คณะให้คัดเลยด้วยซ้ำ แค่เปิดมาเจออีเมลแล้วตอบมาเลย ไอ้จะกวนเค้าตอนนี้ก็ไม่ได้เพราะเค้าก็ยุ่งกับการจัดการนักเรียนที่เข้าปีนี้ เออ จบก็จบ ปีหน้าค่อยไป ไอ้ปีนึงที่ได้กำไรมาก็หายไปเลย ช่างมันยังทำปีนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ ฝึกงาน ไปเที่ยวถ่ายรูป เรียน ทำอาหาร กังฟู หรือจะบัลเล่ แล้วใครจาทำไม

เริ่มมองว่าจะใช้เวลาที่ได้เพิ่มมาแบบไม่ค่อยเต็มใจยังไงได้บ้าง

1.เมืองจีน ด้วยประชากรที่มากมายล้นหลามและมีผู้คนอีกไม่น้อยที่อยากจะศึกษาภาษาจีน ทำให้มหาลัยและสถาบันสอนภาษาในจีนจัดคอร์สระยะสั้นและยาวหลากหลายรูปแบบเพื่อคนที่สนใจ จากการเข้าไปเช็คคอร์สของมหาลัยต่างๆ พบว่าพวกที่จะเริ่มต้นในเดือนกันยายนนี้ได้ปิดรับสมัครไปแล้ว เร็วที่สุดที่ไปได้ก็จะเป็นต้นปีหน้าเลย เอาแล้วไงแล้วเวลาอีกสี่ห้าเดือนจะเอาไปทำอะไร ขายใครเค้าก็ไม่ได้

2.ฝึกงาน  ก่อนที่มหาลัยจะบอกว่าจะต้องไปเข้าในปีหน้าก็ฝึกงานอยู่ที่สตูดิโอถ่ายรูป หลังจากที่ไปทำงานอยู่ได้หนึ่งอาทิตย์ ก็ได้เรียนรู้ว่าอุตสาหกรรมการถ่ายโฆษณาเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากกกก และทุกคนก็มีหน้าที่ ที่น่าเบื่อไม่แพ้กันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตากล้อง นาย/นางแบบ คนแต่งภาพ หรือพวกเจ้าของสินค้า อาทิตย์ที่สองก็ขอพี่เค้าไว้ว่ามีงานแล้วให้โทรมาบอกด้วยไม่งั้นเสียเวลาชีวิตไปนั่งอยู่เฉยๆ ทำงั้นที่บ้านก็ได้ พอดีกับที่มหาลัยตอบเมลมา หลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาติดต่อกับมหาลัยอย่างที่กล่าวไว้ข้างบน เอาเป็นว่างานที่สตูดิโอล้มเหลวไปแล้ว ก็ยังมีของนิตยสาร a day อีกอันที่ดูๆอยู่ ร่างเมลไว้แล้วแต่ยังไม่กล้าส่งเพราะว่าอนาคตตอนนี้ยังไม่แน่นอน ถ้าไม่งั้นก็มีงานที่โรงแรม ซึ่งความรู้ทางภาษาอังกฤษอาจจะถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง

3.เรียน ตอนแรกก็กะจะไปเรียนพวกโรงเรียนกวดวิชา แต่หลังจากคุยกับหลายๆคน ทุกคนต่างมองว่ามันเป็นการเสียเวลา เพราะว่าโรงเรียนพวกนั้นไม่ได้สอนหลักวิชาจริงๆจังๆเท่าไหร่ แต่จะสอนวิธีทำข้อสอบซะมากกว่า ก็มีเพื่อนแนะนำให้ไปเรียนที่จุฬาได้เพราะนักเรียนมันเยอะ ไปนั่งฟังครูเค้าก็ไม่มีทางรู้ ก็เลยอยากจะไป กลายเป็นพอบอกพ่อ พ่อไม่อยากให้ไปแอบเรียน วันนี้เลยไปคุยกับหัวหน้าภาคคนนึงของคณะวิศวะ พยายามจะขอให้เค้าช่วย ไม่เข้าใจจริงๆว่าพ่อคิดไปได้ไงว่ามหาลัยอย่างจุฬาเค้าจะรับฝากเด็กคนนึงหลังจากที่เค้าปิดรับสมัครไปนานขนาดนี้แล้ว ตามหลักการแล้วตอนนี้เลยถูกมหาลัยชั้นนำสองแห่ง ในสองทวีปปฎิเสธที่จะรับเพราะว่าสมัครช้าไป เยี่ยมจริงๆ สรุปว่าก็ต้องไปเข้าแผนเดิมคือไปเนียนๆเรียนกับเค้า


พูดเสร็จก็เผ่นขึ้นบันได ไม่ใช่แต๋วแตกวิ่งกรี๊ดนะพี่น้อง แต่ว่ากล้องมันอยู่ชั้นสองพอดีก็เลยจะไปหยิบมาถ่ายรูป ในใจก็คิดว่าดีแหะปกติจะเห็นมันเกาะอยู่นอกบ้านไม่ได้เห็นใกล้ชิดแบบนี้สักที สวนกับแม่ก็ไม่ได้คิดไร แต่แม่สิเกาะซะแน่นเลย ไอ้เราก็งงว่าไรวะแค่ตุ๊กแกเองมันก็จิ้งจกตัวใหญ่ๆนี่นา แม่ก็บอกว่าให้ชี้ให้ดู (ต้องอธิบายก่อนว่าหม่อมแม่ตาไม่ดีมากกกก สั้นพันกว่าได้) แล้วท่านแม่จาเห็นมั้ยเนี่ย ก็อยู่บนชัั้นสองไอ้จิ้งจกยักษ์มันก็ตัวประมาณฝ่ามือเอง ก็เลยแกล้งบอกว่ามาเดี๋ยวจาพาลงไปดูใกล้ๆ

หยิบกล้องเสร็จ แม่ก็เดินลงบันไดตามมา (ตอนนั้นพี่ตุ๊กแกอยู่ห่างจากตีนบันไดสักเมตรได้) จนเหลืออีกสักเจ็ดแปดขั้นก็จะถึงชั้นล่างแม่ก็หยุด แต่เค้าก็ยังเกาะใหล่เราอยู่ แหมลูกที่ดีอย่างเรามีที่ไหนจะปล่อยให้โอกาสแบบนี้หลุดลอยไป ก็เอามือจับมือเค้าอีกทีแล้วก็เริ่มเดินต่อ เค้าก็ร้องลั่นเลย 555555 คราวนี้พี่เลี้ยงมาสมทบด้วย พี่แกยืนอยู่ห่างไปสี่เมตรได้แล้วก็ถามใหญ่เลยว่ามันอยู่ไหน เอาเข้าไปลูกหลานลิงที่เดินสองขาหลักตั้งตรงได้สองชีวิตมาโชว์สติปัญญาอันปราดเปรื่องให้เห็นก็วันนี้แหละ พี่น้อง(แม่กับพี่)ครับ มันตุ๊กแกนะไม่ใช่รถสิบล้อจะได้ยืนชี้ให้ดูห่างๆได้อะ

พี่ตุ๊กแกเค้าก็ขี้อายนะ มีคนมาดูตั้งสามคน แถมคนนึงถือวัตถุก้อนใหญ่ๆสีดำมาด้วย จะมาขว้างหัวกูป่าวก็ไม่รู้ พี่เค้าก็เข้าไปหลบ (ตรงนั้นมีกระเป๋ากีฬา/ใส่รองเท้ากองๆอยู่) ช่างกล้องก็เลยต้องเข้าไปเล็งๆดูว่ามันอยู่ตรงไหน ไอ้จาเข้าไปใกล้ๆเดี๋ยวมันกระโดดเกาะจริงก็กลัวว่าจะกรี๊ดจนกระเทยอายเลยยืนเล็งๆแล้วก็ถ่าย ด้วยเลนส์ 50mm ที่มีทำให้ท่านตุ๊กแกที่โผล่หัวมาพ้นกล่องๆนึงตัวเล็กมากๆ แต่พอดึงรูปขึ้นมาดูเห็นว่าไม่เล็กเกินไปก็เลยจะขึ้นไปอาบน้ำ

ขึ้นบันไดมาแม่ก็ถามว่าจะไม่เอามันไปไว้ข้างนอกเหรอ เลยบอกไปว่าคงไม่เป็นไรหรอกน่ามันคงจะไม่ฆ่าใคร ถ้าเป็นงูก็ว่าไปอย่าง แล้วก็เดินขึ้นบันไดต่อ แล้วก็มาคิดๆดูว่าจะหยุดแค่นี้เหรอ ต้องต่ออีกหน่อยสิ ก็เลยตะโกนลงไปบอกแม่ว่าปิดประตูห้องนอนยัง รู้ได้ไงว่ามีตัวเดียว 555 เท่านั้นแหละเค้านึกได้ว่ามันอยู่ใกล้ห้องน้ำข้างล่างมาก แล้วเวลาเค้าอยู่บ้านก็ใช้ห้องน้ำนั้นด้วย เค้าก็เรียกเราดิ โง่แล้วไงหาเรื่องต้องเดินลองไปข้างล่างอีกรอบ ไม่ได้จะยอมไม่ได้ เลยบอกแม่ว่าไม่เป็นไรหรอกมันคงไม่เข้าไปหรอก แล้วก็เดินขึ้นห้องไป

กำลังจะถอดเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำก็มีเสียงแม่ตะโกนขึ้นมาจากข้างล่าง ถ้าเป็นวันอื่นๆคงจะคว้าอะไรที่ใช้เป็นอาวุธได้แล้ววิ่งลงไปข้างล่าง แต่เพราะเป็นวันนี้ก็เลยล้างมือล้างหน้าให้สดชื่นแล้วถึงลงไป ลงไปคุณแม่ก็รายงานว่าเค้าพยายามจะไปปิดประตูห้องน้ำ พอลงไปพี่ตุ๊กเรามันก็คลานไปที่ประตูหน้าบ้านแล้วเริ่มใต่ คราวนี้ก็ได้โอกาสที่จะเปิดประตูแล้วก็ปล่อยมันออกไปนอกบ้านแล้วสิ เป็นคำตอบที่.... ผิดครับ เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ที่บ้านถูกงัดพี่ได้ซื้อล็อกมาใส่เพิ่มอีกอัน แถมใส่เองแล้วทำให้มันฝืดมากๆด้วย(ถ้าใครจะเอิ้อมมือมาเปิดจะได้ยาก) ทั้งแม่แล้วก็พี่เลี้ยงก็ตะโกนกันเป็นเสียงเดียวเลยว่าเปิดประตูให้มันออกไป easier said than done ครับท่านผู้ชม หรือพูดง่ายๆก็รู้แล้วว่าต้องทำอะไร แต่ใครหละที่จะอยากเข้าไปใกล้ชิดกับเจ้ากิ้งก่าหน้าตาไม่น่ารักสักเท่าไหร่ ไอ้เราก็ไม่ได้กลัวมันขนาดนั้น แต่ว่าถ้าให้ไปจับมาเล่นก็ไม่เอาหละ อีกทั้งไม่ได้มีปัญหากับการอยู่ใต้หลังคาเดียวกันกับเพื่อนตัวน้อยด้วย ส่วนทั้งแม่แล้วก็พี่เลี้ยงถ้าจะถามว่าใครกลัวมากกว่าก็พูดยากเพราะว่าอยู่ห่างพอๆกันเลย ระหว่างที่หกตากับหนึ่งเลนส์กำลังเพ่งไปที่สัตว์ตัวนั้น พี่ที่ช่วยอยู่บ้านยายก็เดินเข้ามาดูว่าพวกนี้มันตะโกนไรกันกลางค่ำกลางคืน พอเห็นว่าปัญหาอยู่ที่สัตว์ตัวไม่ใหญ่กว่าฝ่ามือคนสักเท่าไหร่ เค้าก็เดินเข้าไปงัดๆล็อกจนมันเปิด บิดลูกบิดแล้วก็เปิดประตูออกไป ที่นี้ทั้งพี่เลี้ยงทั้งแม่มาร่วมกันเป็นสักขีพยานในการจากไปของเจ้าตัวน้อย(อยู่หลังประตูมุ้งลวด)อย่างพร้อมเพรียงกันเลยทีเดียว

ผู้เขียนยังขอยืนยันว่ามีตุ๊กแกอยู่ในบ้านก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อาจจะใช้ไล่ขโมยได้ดีกว่าเจ้า คอลเคิล สเปเนี่ยล ที่ต้องป้อนน้ำป้อนข้าวแล้วก็เสียตังให้หมอซ่อมอยู่เนืองๆเสียอีก


Blog Entryวันที่เกือบจะดีJun 12, '07 12:55 PM
for everyone

และแล้ว... หลังจากที่ใช้เวลาประมาณ หืมมม สามเดือนกับการรวบรวมเอกสารไม่ถึงสิบอย่าง ใบสมัคร ผลการเรียน และอื่นๆ ก็พร้อมที่จะถูกส่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังมหาลัย ส่งแบบข้ามคืนด้วยสิ

ในระหว่างที่กำลังรวบรวมเอกสารก็คิดว่าวันไหนที่ส่งใบสมัครออกไปแล้ว ก็คงจะรู้สึกโล่งอกมากๆ แต่มาถึงวันนี้ก็ได้รู้ว่ามันไม่ใช่อย่างงั้นเลย การที่ใบสมัครออกจากมือเราไปแล้ว ก็หมายความว่าเรากำลังจะถูกตัดสินโดยใครบางคน ว่าตัวเรานี้มีความสามารถ มีค่า คู่ควรที่จะมาเป็นนักศึกษาของสถาบันเค้ารึเปล่า มันเหมือนกับการถามคำถามว่าตัวเราดีพอมั้ย แต่คราวนี้คนที่จะตอบ ไม่ใช่ตัวเราเองแต่เป็นคนนอก คนที่ไม่รู้จักเรา แต่ต้องตัดสินเราจากผลการเรียนและคำบอกเล่า (ที่อ่านแล้วยังงงๆว่าทำไมเค้าพูดให้เราดูดีจัง) จากคนอื่นที่รู้จักเรา มาคิดๆดูมันก็ได้เวลาแล้วที่จะต้องเผชิญกับ ความจริง! (reality check) เริ่มเพ้อมากไปแล้ว ไปเรื่องต่อไปดีกว่า

หลังจากที่ส่งใบสมัครเสร็จก็ไปหาคุณชายโอ๊ต ที่เพิ่งกลับมาจากแดนจิงโจ้ แล้วก็ไปสยามพารากอนกัน ที่ไปนี่ก็เพื่อไปหาซื้อตุ๊กตาให้แฟนมัน(หมั่นใส้เว้ย) แล้วก็กินข้าวกลางวัน พอกินข้าวเสร็จก็ไปจุฬา เพราะนัดธนัทให้ช่วยลง photoshop ให้ ตอนนี้รู้แล้วว่าตัวเองโง่แค่ไหน (ขอบคุณธนัทครับ) แล้วธนัทก็ถามแบบงงๆเกี่ยวกับเรื่อง vista เป็นของแท้รึเปล่า เราก็ตอบไปว่าแท้ ก็คนขายแล้วก็ช่าง hp เค้าบอกว่าแท้นี่นา

พอเสร็จก็เดินข้ามไปราชกรีฑาสโมสร เรียกแบบเต็มยศไปเลยมั้ยหละ 5555 ระหว่างที่เดินไปก็รู้สึกสบายใจ นึกไว้ว่าคืนนี้จะได้แต่งรูปลง multiply เพิ่มสักทีหลังจากไม่มี photoshop มานาน ไปถึงก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ไปตีปิงปองกับโอ๊ต ตอนตีก็รู้สึกหงุดหงิดหน่อยๆ เพราะหลังจากย้ายมาตึกใหม่ ห้องปิงปองมันก็ใหญ่ขึ้น แต่การที่ห้องใหญ่ขึ้นก็มีข้อเสียเพราะตอนนี้ระบบแอร์ถูกตั้งไว้ก่อน หรือไม่ก็จะมีคนเปิดให้ตามเวลาเท่านั้น ต่างจากห้องเดิมที่แอร์เป็นเหมือนแอร์บ้านธรรมดาๆ ใครเข้าไปเล่นก็เปิดมัน เล่นเสร็จก็ปิด แต่ก็ไม่เป็นไร จะมาเล่นกีฬานิ ไม่ได้มานอนตอนบ่าย ตีปิงปองเสร็จก็ไปตีแบด ด้วยความที่ไม่เคยได้เล่นแบดแบบจริงๆจังๆกันเลย ลูกแบดที่เพิ่งซื้อใหม่ หลังจากถูกตีประมาณครึ่งชั่วโมง ขนไก่ตรงปลายลูกขนไก่เหลืออยู่แค่ครึ่งเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแย่เท่าไหร่เพราะว่าขนไก่ที่หักไปมันหักจากด้านเดียวกันหมดเลย ที่ไม่แย่ก็เพราะว่าการหักไปของขนไก่ทำให้ลูกแบดเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น ทั้งยังพุ่งผ่านอากาศแบบเบี้ยวๆ แล้วก็ส่ายไปส่ายมา ทำให้การตีลูกแบดให้โดนต้องใช้มากกว่ากะจังหวะให้ถูก แต่ยังต้องเล็งอีกว่ามันจะส่ายไปด้านไหน

ตีแบดเสร็จก็ไปอาบน้ำ แล้วก็ขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน ถึงบ้านก็เอาแล็ปท็อปออกมาจะเล่น winning   แต่!! เอาแล้วไงมันขึ้นหน้าประหลาดๆมา บอกว่าจะให้ไส่ Product Key ใหม่ เพราะตัวที่ใช้อยู่ไม่ใช่ของแท้ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร หงายเครื่องขึ้นมาแล้วก็ค่อยๆ คีรหัสไป เสร็จแล้วก็กดให้มันตรวจดู ... รอไปประมาณนาทีนึงมันก็ขึ้นว่ารหัสผิด เี้ยไรว้าก็คนขายมันก็บอกว่าของแท้นี่หว่า ลองใส่ใหม่เผื่อว่าพิมพ์ผิด กดๆๆๆ เอ๊ะมันก็เหมือนเดิมนี่หว่าไม่ผิดนิ ก็ลองให้มันตรวจอีกรอบ เพื่อฟลุ๊ค ................ ก็ยังไม่ได้ อารมเสียแล้วไง วันแรกที่จะเล่นคอมได้โดยไม่รู้สึกผิดว่าต้องทำเรื่องสมัครมหาลัย ไอ้คอมเฮงซวยแ่งก็ดันมามีปัญหา จะเอาอะไรกับ ูวะเนี่ยยย เซ็งๆๆๆๆ

กลับมาที่หน้าจอ มันมีตัวเลือกมาให้สามอัน หนึ่งคือให้ใส่ Product Key ที่เป็นของแท้ ซึ่งก็ไม่รู้จะไปเอาจากไหน ข้อสองคือให้ต่อเน็ตเพื่อจะซื้อจากเว็บของ Microsoft ถ้าเสียตังซื้อไปคงเสียชื่อที่เป็นเพื่อนเจ๊เฮอจิ่ว เจ้าของน้ำปลาตราเจ๊ แย่เลย และอันสุดท้ายก็ให้ใช้โทรศัพท์โทรไปหารหัสเอา ก็เลยลองกดอันที่สาม แล้วก็เลือกว่าอยู่ประเทศไทย มันก็ให้เบอร์บ้าอะไรมาก็ไม่รู้ ถึงเบอร์จะดูประหลาดแต่ก็ยังลองโทรเพราะมันบอกว่าโทรฟรี กดเบอร์เสร็จมีเสียงผู้หญิงพูดว่า .... "กรุณาตรวจสอบวิธีการเรียกของท่านอีกครั้งคะ"... อ้าวมันให้เบอร์มั่วซะงั้น เอาแล้วไงทำไงดี อยากเล่น winning ให้สบายใจ

กลับไปตั้งต้นที่ตัวเลือกสามอันใหม่ ด้วยความที่ฝึกวิชาคิดนอกกรอบ(วิชามาร?) มาตั้งนานแสนจะนะนาน ก็เล็งเห็นว่าถ้าเราสามารถเปิด internet explorer ได้เนี่ย เราก็น่าจะเข้าพวก my com และอื่นๆได้ ก็เลยลองทำดู ปรากฎว่าได้ครับท่าน ก็เลยหาไปเรื่อยๆว่าเก็บ shortcut winning ไว้ที่ไหน พอเจอก็เลยได้เล่นสมใจ แต่ก็ไม่มีเสียงเพราะว่าคอมมันตั้งใจให้หา Product Key เฉยๆไม่ได้ให้ไปเล่นเกม เอาวะกำขี้ดีกว่ากำตด (ยังไงวะ กำขี้แล้วมือเปื้อนอะ) ก็เลยทำแบบเดียวกันสำหรับ msn ช่วยให้มีคอมใช้แก้ขัดไปก่อน พรุ่งนี้เช้าจะต้องแวะไปที่ศูนย์ hp อีกรอบ เพื่อให้เค้าจัดการให้ ไมค์ที่เค้าควรจะซ่อมมาแล้วก็ยังใช้ไม่ได้เหมือนเดิม ดูเอาไว้นะสำหรับคนที่คิดจะซื้อคอม hp 

เซ็งเลยเป็นไง ส่งใบสมัครให้หมดห่วงไปเรื่องนึงแล้ว ไอ้คอมเจ้าปัญหาก็ยังมากวนบาทาจนได้ สงสัยส่งศูนย์จะไม่ได้ผลแล้ว อย่างงี้ต้องทุบโชว์เหมือนซีอาร์วี เผื่อเค้าจะหันมาสนใจมั่ง แย่ๆๆๆ


เชื่อว่าหลายๆคนคงจะรู้ว่าถ้าเกิดเหตุด่วนเหตุร้ายจะต้องโทรเบอร์อะไร แต่มีใครเคยโทรไปเพราะเกิดเรื่องจริงๆรึเปล่า

 ตอนที่แล้วเคยเขียนเรื่องมีคนพยายามจะงัดเข้าบ้าน ตอนนี้จะเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนตำรวจมา พอพ่อลงมาดูแล้วว่ามีรอยงัดแงะจริงๆ และเดินดูรอบๆบ้านว่ามันไม่อยู่แล้ว ก็ได้ลองโทรไป 191 ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร แต่พอโทรไปนี่สิตกใจเลย มันไม่มีเสียงคนตอบหรอก เป็นเทป เท่านั้นไม่พอ เค้าพูดเป็นภาษาอังกฤษอีก!! เอาแล้วไงพ่อแม่พี่น้อง ดีแล้วที่ไปอยู่บ้านนอกมาสามสี่ปีเลยพอฟังออก จับใจความได้ว่า ให้ถือสายรอสักครู่ขณะที่โอเปอเรเตอร์จะโอนสายไปยังตำรวจท่องเที่ยว เวรละตู จะเอาตำรวจธรรมดาอะ บ้านถูกงัดเฟ้ยไม่ได้หลงทางหรือถูกแทกซี่โกงตังนะเพ่ แต่ทำไงได้หละ ก็รู้อยู่เบอร์เดียวนี่หว่า จะโทรพวก KFC หรือ Pizza แล้วบอกว่าบ้านถูกงัดก็ใช่ที่ ก็เลยถือสายรอไป รออยู่สักสองสามนาทีก็ยังเงียบ ทำไงหละทีนี้ หัวใสบอกพ่อว่าให้เอา laptop ออกมาเลยเดี๋ยว search หาเบอร์สน.มักกะสันหน้าบ้านให้ สุดยอดเลย กระเป๋าคอมวางอยู่ข้างๆเก้าอี้ตรงนั้นเลย ถ้าไอ้หัวขโมยมันงัดเข้ามาแล้วจะเอาที่ไหนไปคืนบริษัทก็ไม่รู้

เฮ้อออ ดวงมันจะซวยก็ซวยสุดๆจริงๆ ต่อ wireless ได้ก็จะเปิด google เปิดไม่ขึ้นครับท่านผู้อ่าน ไอ้เราก็นั่งเกาหัว พ่อก็เร่ง อะไรวะต่อก็ติดแล้วสัญญาณก็ดีนี่หว่า แล้วทำไมมันเข้าไม่ได้เนี่ย ไอ้แปลกใจก็ไม่แปลกใจหร้อก ผู้ใช้ windows ก็คงจะปลงกันหมดแล้วกับการทำงานตามอารมของคอมพิวเตอร์ของแต่ละท่าน หลังจากลองกด refresh ซ้ำๆอยู่แปปนึงก็เลยตัดสินใจวิ่งขึ้นไปบนห้องนอนเพราะว่า laptop ของข้าพเจ้าต่อเน็ตอยู่ (ตอนนั้นกลัวๆเหมือนกันว่ามันจะแกล้งหลุด) ก็เลย search ได้เบอร์สน.มา มันคือ 02-318-1821-2 ทรายนันจดด้วยนะ ไม่ใช่บ้านใกล้กันมีปัญหาไรเรียกเราไปช่วย ไม่ใช่ spiderman

ได้เบอร์ก็กึ่งวิ่งกึ่งกระโดดลงบันได ปากก็ตะโกนบอกให้พ่อกดโทร ก็บริษัทเค้าจ่ายค่ามือถือนี่นา จาใข้ของส่วนตัว(เอง)ให้เปลืองทำไม พ่อก็โทรไป จนเราลงมาถึงแล้วพ่อก็ยังรอสายอยู่ ก็เลยบอกให้พ่อลองกดเป็น 22 แทน พอลองดูก็โทรติด พ่อก็เล่าเรื่องไป อีกสักประมาณสองสามนาทีก็มีตำรวจมาสองนาย ขี่มอเตอร์ไซค์มา มาถึงก็มาส่องไฟฉายดูตรงบานเลื่อน (สงสัยต้องมีตาที่สุดยอดมาก) ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้ามองหาอะไร เสร็จแล้วเค้าก็ไปเดินดูรอบๆบ้านก็ไม่เจออะไร เสร็จแล้วเค้าก็มาถามว่าเกิดอะไรขึ้นมีอะไรหายบ้าง แล้วก็บอกเบอร์อีกเบอร์นึงให้คือ 02-319-3000 เป็นเบอร์ห้องวิทยุเลยจะมีคนอยู่ตลอด

สรุปว่านับตั้งแต่พยายามโทรไป 191 ครั้งแรกและเวลาที่สายตรวจมาถึงที่เกิดเหตุเนี่ยกินเวลาประมาณยี่สิบนาที คราวนี้ลองมานึกกันดูเล่นๆดีกว่า ว่าสมมุติว่ามีคนในบ้านเราเกิดบาดเจ็บ หรือว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น(ไม่ได้แช่งนะครับ แค่ให้ลองนึกๆตาม) ในเวลายี่สิบนาทีจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง....


จากที่ถูกผู้คนรอบข้างบ่นนักบ่นหนาว่านอนไม่เป็นเวลาบ้าง นอนกินบ้านกินเมืองบ้าง วันนี้ไอ้พฤติกรรมการนอนไม่เหมือนผู้เหมือนคน บวกกับหูที่หมายังอาย(อย่างน้อยก็หมาบ้านเรา) ช่วยรักษา 1.จักรยานสุดที่ร้ากกก 2.เหล็ก maruman มือสองที่ตีโคดๆๆๆดี ที่หาไม่ได้อีกแล้ว (ชุดที่ได้มาซ่อนอยู่จังหวัดอะไรจำไม่ได้ มีเหล็กเก่าๆมัดไว้เป็นเซ็ทๆอยู่ในตู้เย็น) และก็สิ่งของอื่นๆที่หยิบฉวยได้ง่ายจากการเปลี่ยนเจ้าของโดยที่เจ้าของเก่าไม่เต็มใจ

เหตุเกิดเมื่อประมาณตีสามครึ่ง ขณะที่กำลังปิดเพลงและเตรียมตัวนอน ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงมาจากทางหลังบ้าน เสียงที่ได้ยินเหมือนมีคนกำลังขัดหม้อข้าว!! ก็สงสัยเพราะว่าไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคยจากการอยู่ดึกๆ ก็เลยตัดสินใจลุกจากที่นอน ข้อย้ำว่าลุกจากที่นอน เพราะว่าเตียงหักไปนานแล้วยังไม่ได้ซื้อมาเปลี่ยน ตอนนี้เลยนอนบนที่นอนที่กองอยู่กับพื้น ไฮโซเนอะ ต่อๆ แล้วก็ไปยืนเกาะราวบันไดหน้าห้อง ยังไม่กล้าเปิดไฟเพราะกลัวๆอยู่ ขอโทษเถอะ ไม่ได้กลัวโจรนะ กลัวว่าถ้าเปิดไฟเสร็จแล้วพ่อตื่นขึ้นมาพอลงไปดูแล้วไม่เจออะไรจะขายหน้าเปล่าๆ 55555 สุดยอดมั้ยกลัวหน้าแตกมากกว่าเจอะกับผู้ไม่ประสงค์ดี ทีนี้ก็คิดว่าจะทำไงดี จะเดินลงไปมืดๆก็ยังไงอยู่ก็เลยร้องเรียกหมา (ไม่ได้จะให้มันวิ่งมาหาหรอกก็ผูกมันไว้มันจะมาได้ไง แค่ให้ใครที่อยู่ในบ้านรู้ว่ากูตื่นอยู่นะ) พอเรียกเสร็จได้ยินเสียงอะไรเบาๆอีกทีนึงก็เลยมั่นใจขึ้นว่ามีอะไรแน่ๆแล้ว แต่เปล่า ยังไม่เปิดไฟหน้าห้องนะ วิ่งลงไปอีกชั้นนึง เห็นแล้วว่าไฟห้องน้องปิดแปลว่ามันไม่ได้เตรียมสอบอยู่ ก็เลยเปิดไฟชั้นสอง แล้วก็หันไปดูทางหน้าบ้าน ก็เห็นหัวถึงประมาณคอคนค่อยๆเดินผ่านออกไปทางปากซอย ยังคิดอยู่เลยว่า เออดีหวะ มึงไม่รีบร้อนเลยนะ แต่ก็ยังไม่ไปปลุกพ่อ ต้องเข้าใจว่าหน้าแตกเรื่องใหญ่มากกก

ลงไปถึงข้างล่าง เปิดไฟก็เห็นว่าหน้าต่างเปิดอยู่ (หน้าต่างแบบบานเลื่อนๆ) เสร็จแล้วมีมุ้งลวดอีกชั้นนึง เข้าไปดูใกล้ๆก็เห็นว่ามุ้งลวดมีรอยถูกกรีด (พ่อเห็นยังชมเลยว่ากรีดเรียบร้อยมาก) คราวนี้มั่นใจแล้วค้าบบ ก็เลยคว้าไม้ซ้อมกอล์ฟที่เป็นลูกตุ้มตรงปลาย แล้วก็เดินดูรอบๆบ้าน(จากข้างใน)ทีนึงแล้วก็ขึ้นไปปลุกพ่อ

พ่อลงมาดูก็เจอว่าหน้าต่างอีกบานเปิดกว้างอยู่เลย แต่อันนั้นบานเล็กมันคงจะเข้ามาเงียบๆไม่ได้เลยไม่เข้า เอ้ยๆ ลืมพูดถึงหมาเลย หน้าต่างที่เปิดอยู่ห่างจาหมาไปประมาณสองเมตร(อาจเป็นอีกเหตผลที่มันไม่เข้ามา) แต่ไอ้คุณหมาไม่ได้ส่งเสียงสักแอะเลย ต้องให้ไอ้เจ้าของที่อยู่สูงขึ้นไปสามชั้นลงมาดู ไอ้เจ้าหมาน้อยมันก็ดีใจใหญ่เลยเห็นเจ้าของลงมาตั้งสองคน คงนึกว่าจะมาเล่นกับมัน สงสัยต้องเอาไปเปลี่ยนเป็นหมาที่มันดุกว่านี้หน่อยแล้ว ไม่ใช่แบบโจรเข้ามาก็ไปเลียมือหรือขอให้เกาพุงให้

ตอนต่อไปจะเล่าเรื่องประสิทธิภาพของตำรวจไทย ตอนนี้ขอฝึกภาษาอังกฤษก่อน

 

Finally after being told off heaps of times for not going to bed when "normal" people does(let's face it there's no such thing as normal people). My late night/early morning bedtime paid off. Around 3.30AM just as I was going to bed I heard a sound coming from the kitchen(3 floors down!!) and I thought to myself this is not one of the familiar sounds I hear staying up late. So I got up and out of my room. Standing at the top of the stairs thinking if I should turn on the lights, there's a chance that doing so will wake my Dad up, not likely but you never know. I decided not to since it'll be embaressing if it was nothing. Then I looked to see if there's anyone walking around, I couldn't as it was dark... duh! So I call out to my dog which would have been asleep (all the b.s. about dogs can hear better than human!!) then I heard something again and I was more confident that something wasn't right, but no I still didn't want to wake anyone up.

2nd floor: I turn on the lights and just saw someone walking outside the gate, the guy seemed pretty calm too! Then I checked the windows one of the locks was broken and the mosquito net were cut quite neatly if I may add. I grab a training club (the one with the weight at the end) and walk around the inside of the house once then went back to wake my Dad up.

Oh my dog! It was happy to see my Dad and I this early in the morning, but no, not a sound from him during the whole time I got out of bed and came downstairs..... That cute friendly thing!!! I wish we had something that'd kill or at least wound the guy...

After we could get throught to the police, they came and had a look around. Didn't find anything.

The end

 


1. ไม่อยากเล่นของสูงเหมือนบิ๊กแอ๊ส ขอเป็นแคลชเช็ดน้ำตาจะได้ไหม ไม่อยากเป็นเอ็นโดรฟินเมื่อเขามาชั้นจะไป ขอเป็นดังได้ไหมอยู่ตรงไหนของหัวใจเธอ

2. เมื่อรักเธอ ก็รู้ เธออยู่ที่ใจ พอจากไกล ก็รู้ ใจอยู่ที่เธอ

3. เฮ้อ พักนี้รู้สึกไม่ค่อยดีเลยอ่ะ ก็ความรู้สึกดีๆมันให้แกไปหมดแล้ว

4. หน้าคุณเปลี่ยนไปเรื่อยๆหรือไง ทำไมมองยังไงก็ไม่เบื่อ

5. ถึงน้ำจะเน่า แต่ก็ยังมีเงาจันทร์เสมอนะจ๊ะ...

6. หลงทางยังพอหาเจอ หลงเธอซิเหลือทน

7. นี่ๆ มีเหรียญป่าว จาโทรไปบอกแม่ว่าเจอเนื้อคู่แล้ว

8. ที่บ้านมีน้ำมันมั้ย จะเอามาทอดสะพานรักระหว่างเรา

9. ใช่สิ พี่มันคนใจแคบ ในนั้นเลยมีที่ว่างให้น้องคนเดียว

10.ความรักของผมกับคุณเหมือนเส้นขนาน แม้มันอาจจะไม่มีวันมาบรรจบกัน แต่มันจะเคียงคู่กันไปตลอดกาล

11.ลายมือสวยป่าว ขอยิมเซ็นทะเบียนสมรสหน่อยดิ

12.พี่มันเป็นคนไม่มีหัวใจ ก็เพราะหัวใจของพี่นั้นอยู่ที่น้อง

13.ทำไมคุณไม่มีญาติเป็นสไปเดอร์แมนนะ... จะได้มีเยื่อใยให้กันบ้าง

14.พรุ่งนี้ผมคงไม่ได้เห็นคุณอีกแล้วล่ะ เพราะความรักทำให้คนตาบอด

15."ไม่อยากให้เธอเดินข้างหน้าเพราะกลัวว่าเธอจะลืมฉัน""และฉันก็ไม่อยากเดินข้างหน้าเธอเหมือนกันเพราะกลัวว่าฉันจะลืมเธอ"แต่อยากให้เราสองคนจับมือแล้วเดินไปพร้อมๆกัน"

16.อะไรเอ่ยมีรูตรงกลาง.....ไม่รู้เหรอว่าเป็นห่วง

17.อยากจะทำร้ายจิตใจก็เชิญ แต่เบาๆนะ...เพราะมันอยู่ที่คุณแล้ว

18.อย่าแปลกใจนะว่าทำไมต้องเดินตามคุณ ก็เพราะ....ผมเดินตามหาหัวใจของฉันอยู่ไง

19.I love You ภาษานอกใช้บอกรัก ถ้ายากนักภาษาจีน ฮัว อ้าย หนี่ ข่อย ฮัก เจ้า ภาษาลาวก็เท่ดี ในวันนี้ภาษาไทย ฉันรักเธอ

20.เมื่อวานเสียเวลาตั้งนานแน่ะ เพราะมัวไปหลงทางอยู่ในหัวใจเธอน่ะ

21.พยากรณ์อากาศวันนี้ คิดถึง..ถึงมากที่สุด นอกใจบ้างเป็นหย่อมๆ...

22.คบคนล้านเจ็ดแต่ส่ง SMS ไม่ไหว เลือกส่งเฉพาะคนถูกใจ รู้ใช่มั๊ยว่าคือเธอ

23.เธอไม่ใช่ลมหายใจของฉัน เพียงแต่ฉันไม่อยากหายใจ ถ้าไม่มีเธอ

24.ช่วยโยนเชือกให้หน่อยสิ...เพราะตอนนี้ กำลังตกหลุมรักคุณอย่างฉุดไม่ขึ้น...

25.แฟนไว้บนหิ้ง กิ๊กไว้ในตู้ ชู้ไว้บนเตียง

26.นี่ๆตัวเราน่าจะสูงเท่ากันเนาะ ทำไมอ่ะ ก็หัวใจเราจะได้ตรงกันไ'

27.คิดถึงทุกเวลา อยากโทรหาทุกนาที ถ้าทักษิณให้โทรฟรี ทุกนาที่จะโทรหา เธอ

28.เฮ้อ...ถอนหายใจนี่เพราะทุกข์นะเนี่ย .... ทุกห้องหัวใจมีแต่เธอ

29.ถ้าเธอเป้นโคลน ฉันจะขอเป็นควาย ฉันจะได้จบปลักรักเธอตลอดไป

30.วันเวลาอาจเปลื่ยนใจใครต่อใคร แต่วันเวลาไม่อาจเปลื่ยนใจฉัน วันเวลาอาจทำให้คนเราเลิกรักกัน แต่วันเวลาไม่อาจทำให้ฉันเลิกรักเธอ

31.นี่เธอรู้ป่าวว่าเราหมั้นแล้วนะ .... มั่นใจว่ารักเธอ


ชีวิตดูเหมือนจะมีเรื่องวุ่นๆได้ตลอด อย่างก่อนหน้านี้ที่จะต้องเขียนจดหมายไห้มหาลัย ก็ปั่นซะจนเสร็จ ถึงได้รู้ว่ายังจะต้องรอคะแนนจาก NZ ก็เลยได้แต่รอ เสร็จแล้วก็ได้พักผ่อนโดยการไปพัทยาและเล่นสงกรานต์ที่หัวหิน เสร็จแล้วก็มาเริ่มเรียนจีน ที่เรียนตั้งแต่เก้าครึ่งถึงเที่ยงครึ่ง แล้วก็เตร็ดเตร่อยู่แถวสยามจนเย็น กลางคืนก็ msn ไปคัดภาษาจีนไป ผลที่ได้คือเขียนภาษาจีนได้ แต่จำไม่ได้ว่าตัวไหนอ่านว่าอะไร ก็เลยต้องมาเครียดๆทีหลัง ตอนนี้ธนัทก็มาสอนแต่งรูป ทำไห้มีงานพิเศษเพิ่ม คือแต่งรูปไห้มันดูได้หน่อยจะได้เอามาลง (เรื่องแต่งรูปเนี่ย เมื่อก่อนโง่คิดว่าตัวเองถ่ายรูปไม่เป็นเลย ถ่ายเท่าไหร่ก็ไม่สวยเหมือนพวกที่เห็นบนเว็บ จนมาฉลาดเมื่อเร็วๆนี้) แต่เพราะการบ้านภาษาจีนใช้เวลาค่อนข้างนาน บวกกับรูปที่มีมันเยอะมากๆๆๆๆ ก็เลยต้องค่อยๆทำไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นขอไห้ทุกคนใจเย็นๆ ใครอยากได้รูปพรอมก็บอกมา เดี๋ยวจะ write ไปไห้ ถ้าเอารูปตัวเองมาแลกด้วยก็ดี ถ้าได้เยอะๆจะได้ burn เป็น dvd ไปเลย


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help